สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด(แอสตัน วิลล่าโค้ช) ข้อมูลพื้นฐาน

สตีเฟ่น เจอร์ราร์ดโลโก้ไอคอน

สตีเฟ่น เจอร์ราร์ดโลโก้ไอคอน

สตีเฟ่น เจอร์ราร์ดข้อมูลพื้นฐาน

โค้ช:สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด
ชื่อภาษาอังกฤษ:Steven Gerrard
วันเกิด:1980-5-30
ส่วนสูง:183cm
น้ำหนัก:83kg
สัญชาติ:อังกฤษ
สโมสรปัจจุบัน:แอสตัน วิลล่า
เวลาย้ายเข้า:2021-11-11
สโมสรที่แล้ว:กลาสโกว์ เรนเจอร์ส
สโมสรก่อน:กลาสโกว์ เรนเจอร์ส,ลิเวอร์พูล(U19),ลิเวอร์พูล(U18)

เกียรติประวัติ

ฤดูกาล 1998-1999 เจอร์ราร์ดได้ลงเล่นในทีมชุดใหญ่ของลิเวอร์พูลเป็นนัดแรก ในนัดที่พบกับทีมเซลต้า บีโก้ ในแอนฟิลด์ โดยสิ้นสุดฤดูกาลนี้เขาลงเล่นให้ทีม 12 นัดซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นตัวสำรอง

ฤดูกาล 1999-2000 เจอร์ราร์ดได้มีโอกาสเล่นชุดใหญ่ของลิเวอร์พูลอย่างเต็มตัว โดยเขาลงเล่น 29 นัด ยิงได้ 1 ประตู ซึ่งเขาเปลี่ยนมาเล่นบทมิดฟิลด์ตัวปะทะ ทำให้ได้รับใบเหลือง และใบแดงบ่อยครั้ง

เจอร์ราร์ดถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษเป็นครั้งแรก และมีชื่อติดทีมชาติอังกฤษชุดยูโร 2000 แต่เขาก็ได้แต่นั่งดูเกมในม้านั่งสำรองเท่านั้น

ฤดูกาล 2000-2001 เจอร์ราร์ดได้ลงเล่นในเกมลีก 33 นัด ยิงได้ 7 ประตู และลงเล่นในเกมยูฟ่าคัพอีก 9 นัดทำได้ 2 ประตู พาทีมลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ ลีกคัพ, ยูฟ่าคัพ และเอฟเอคัพ

ฤดูกาล 2001-2002 เจอร์ราร์ดลงเล่นในเกมลีก 28 นัดยิงได้ 3 ประตู และในเกมยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกอีก 12 นัดกับอีก 1 ประตู เขาได้รับรางวัลนักฟุตบอลดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปี

เจอร์ราร์ด ถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษชุดลุยศึกฟุตบอลโลกที่ประเทศเกาหลีใต้ และญี่ปุ่น แต่เขาเกิดมีอาการบาดเจ็บทำให้ไม่สามารถเดินทางร่วมทีมไปแข่งขันฟุตบอลโลกได้

ฤดูกาล 2002-2003 เจอร์ราร์ดลงเล่นในเกมลีก 34 นัด ยิงได้ 5 ประตู และลงเล่นเกมยุโรปอีก 11 นัด และพาทีมคว้าแชมป์ลีกคัพโดยเอาชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดคู่ปรับตลอดกาล

ฤดูกาล 2003-2004 เจอร์ราร์ด ลงเล่นในเกมลีก 34 นัด ยิงได้ 4 ประตู และลงเล่นในเกมยูฟ่าคัพ 8 นัด ยิงได้ 2 ประตุ

เจอร์ราร์ดถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษชุดลุยศึกยูโร 2004 ที่โปรตุเกส โดยพาทีมเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ก่อนพ่ายกับโปรตุเกสเจ้าภาพ

และในฤดูกาลนี้เจอร์ราร์ดได้รับแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีมคนใหม่ของลิเวอร์พูล แทนที่ซามี่ ฮูเปีย

ฤดูกาล2004-2005 เขาลงเล่นในเกมลีก 30 นัดทำได้ 7 ประตู และพาทีมลิเวอร์พูลเข้าชิงลีกคัพกับเชลซีแต่แพ้ไป3-2โดยเขาทำเข้าประตูตัวเองซึ่งเป็นประตูตีเสมอ1-1อีกด้วยแต่ก็สามารถพาทีมคว้าถ้วยยูฟ่าแชมเปี้ยนลีก โดยเอาชนะทีมเอซีมิลานจากการดวลจุดโทษ ซึ่งในครึ่งแรกทีมเอซีมิลานนำอยู่ถึง 3-0 แต่ลิเวอร์พูลกลับมาตีเสมอ 3-3

ฤดูกาล2005-2006 ประตูตีเสมอ westham united (2-2) ในรอบชิงชนะเลิศ english fa cup ส่งให้ลิเวอร์พูลเป็นแชมป์ในท้ายที่สุด ปรตูจากการยิงไกลระยะ 35 หลานี้เป็นหนึ่งในประตูยอดเยี่ยมของรอบชิงชนะเลิศตลอดกาล และทำให้สตีเฟน เจอร์ราร์ดเป็นนักเตะเพียงคนเดียวที่ทำประตูในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วย 4 รายการใหญ่ league cup กับ แมนฯ ยู , ยูฟ่าคัพ กับ อลาเบส และ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก กับ เอซี มิลาน

ฤดูกาล2006-2007 แม้จะช่วยให้ลิเวอร์พูลสามารถผ่านเชลซีได้ในรอบรองชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้ และเข้าชิงกับเอซี มิลานอีกครั้ง แต่ก็ต้องพ่ายไป 2-1 สำหรับถ้วยในประเทศก็มีเพียง แชร์ริตี้ชีลด์ กับเชลซีเท่านั้น

คำนำ

สตีเวน จอร์จ เจอร์ราร์ด mbe[1](steven george gerrard) เกิดวันที่ 30 พฤษภาคม ค.ศ. 1980 เป็นนักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษรับตำแหน่งรองกัปตันทีมชาติอังกฤษ

เจอร์ราร์ด เป็นคนเมอร์ซี่ย์ไซด์แท้ๆ เกิดและเติบโตในย่านฮายตัน เมืองลิเวอร์พูล ทำให้มีสายเลือดของความเป็นสเกาเซอร์อยู่เต็มเปี่ยม และด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำให้เขาซึ่งเติบโตในครอบครัวของเดอะ ค็อป เลือกที่จะผูกพันกับลิเวอร์พูล สโมสรอันดับหนึ่งของเมืองมากกว่าจะเป็นเอฟเวอร์ตัน

มีเรื่องเล่ากันว่าในวัยเด็กสตีเว่น มีโอกาสที่จะได้สวมชุดของทีม "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยู่แล้ว แต่กลับปฏิเสธไป แถมยังเอาเรื่องนี้ไปโทรกดดันให้แมวมองของลิเวอร์พูล รีบยื่นสัญญานักเตะฝึกหัดมาให้อีกเพราะอยากจะอยู่แอนฟิลด์ มากกว่า

และนี่เองที่ทำให้ในเวลาต่อมา แม้เจอร์ราร์ด จะโดนทีมอื่นให้ความสนใจและเคยเกือบเผลอใจมาแล้วถึง 2 ครั้งซ้อนๆ กับเชลซี แต่สุดท้ายหัวใจก็ยังคงบอกให้เขาอยู่ที่แอนฟิลด์ ต่อไปเสมอ

โชคดีของลิเวอร์พูล ด้วยที่ไม่พลาดในการเซ็นสัญญาหนึ่งในกองกลางดาวรุ่งพรสวรรค์ที่เก่งที่สุดคนหนึ่ง และในเวลาเพียงไม่กี่ปีหลังจากนั้นชื่อของสตีเว่น เจอร์ราร์ด ก็กลายเป็นชื่อที่แฟนบอลเดอะค็อป ตะโกนร้องเรียกมากที่สุด

เจอร์ราร์ด ได้รับโอกาสในการลงสนามจากการเปิดทางของเชราร์ อุลลิเยร์ อดีตผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล ที่มอบเสื้อสีแดงสดให้ในปี 1998 และยังเป็นผู้ขัดเกลาสอนสั่งวิชาให้ในช่วงแรก โดยจับให้เล่นในหลากหลายตำแหน่งไม่ว่าจะเป็นกองกลาง ปีก หรือแบ็ก ซึ่งทำให้เจอร์ราร์ด มีความสามารถในการเล่นที่หลากหลายทั้งรับและรุก และกลายเป็นข้อที่โดดเด่นที่สุดในตัวไปโดยปริยาย

หลังจากที่เริ่มได้รับโอกาส โดยเฉพาะในช่วงที่กัปตันในยุคนั้นอย่างเจมี่ เร้ดแนปป์ ได้รับบาดเจ็บเรื้อรัง ทำให้พื้นที่กลางสนามตกเป็นของเจอร์ราร์ด ที่ได้พี่ใหญ่อย่างดีทมาร์ ฮามันน์ คอยประคับประคองให้ และค่อยๆแทรกซึมเข้ามาเป็นผู้เล่นตัวจริง

แต่กระนั้นเจอร์ราร์ด เองก็เคยประสบปัญหากับอาการบาดเจ็บเรื้อรังที่เกิดจากการที่ร่างกายยังเติบโตไม่เต็มที่ แต่หลังจากที่ได้รับการรักษาที่ฝรั่งเศส ซึ่งอุลลิเยร์ เป็นคนส่งไปด้วยตัวเอง เขาก็กลับมาเป็นคนใหม่ที่แกร่งกว่าเก่าและไม่เคยต้องบาดเจ็บเรื้อรังแบบนั้นอีกเลย

เจอร์ราร์ด พบปีแห่งความสำเร็จที่สุดในชีวิตครั้งแรกด้วยการคว้า 3 แชมป์ในฤดูกาลเดียวในปี 2001 โดยได้ทั้งลีก คัพ ,เอฟเอ คัพ และยูฟ่า คัพ ก่อนที่จะได้รับเกียรติสูงสุดที่ใฝ่ฝันเมื่ออุลลิเยร์ ริบปลอกแขนกัปตันทีมจากซามี่ ฮูเปีย มาให้เป็นสมบัติของเจอร์ราร์ด ที่เริ่มพิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่าเป็นผู้เล่นที่ทรงอิทธิพลที่สุดต่อทีม

แต่ด้วยความที่เก่งเกินไปทำให้กลายเป็นว่าเจอร์ราร์ด ต้องแบกรับลิเวอร์พูลเอาไว้คนเดียว และหงส์แดงก็กลายเป็นนกหลงทางที่ไม่รู้จะบินไปทางไหน เจอร์ราร์ด เริ่มสับสนกับอนาคตของตัวเองและเกือบที่จะตัดสินใจย้ายไปเชลซี ในช่วงฟุตบอลยูโร 2004 หลังโดนโชเซ่ มูรินโญ่ บุกไปทาบทามถึงห้องพัก

กระนั้นเมื่อได้คุยเปิดอกกับราฟาเอล เบนิเตซ ผู้จัดการชาวสเปน ที่เข้ามาแทนที่ของอุลลิเยร์ ที่เจอร์ราร์ด รักเหมือนพ่อคนที่สอง กัปตันหงส์ก็ตัดสินใจที่จะอยู่กับทีมต่อไป ซึ่งแม้ว่าในฤดูกาลนั้นลิเวอร์พูล จะกระท่อนกระแท่นเต็มทน แต่ในท้ายที่สุดแล้วพวกเขากลับคว้าแชมป์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หรือแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ สมัยที่ 5 ของสโมสร กับเกมนัดชิงชนะเลิศที่มหัศจรรย์ที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วยการไล่ตามหลังยอดทีมอย่างเอซี มิลาน 0-3 มาเสมอกันที่ 3-3 ก่อนจะชนะในการดวลจุดโทษ

และที่สำคัญที่สุดคือแชมป์นี้พูดได้เต็มปากว่ามาจากน้ำพักน้ำแรงของเจอร์ราร์ด กว่าครึ่ง โดยเฉพาะประตูมหัศจรรย์ในเกมรอบแบ่งกลุ่มกับโอลิมเปียกอส ที่ช่วยให้ลิเวอร์พูล ได้เข้ามาถึงรอบน็อคเอาต์ได้ และหลังจากพาโทรฟี่ยูโรเปี้ยน คัพ กลับมาจากอิสตันบูล เป็นสมบัติของแอนฟิลด์ เจอร์ราร์ด ก็ได้รับรางวัลเกียรติยศส่วนตัวชิ้นแรกคือรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และต่อมาได้รับรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของพีเอฟเอ หรือสมาคมนักฟุตบอลอาชีพที่เพื่อนนักเตะลงคะแนนให้

แต่เจอร์ราร์ด ก็เกือบที่จะไปจากลิเวอร์พูลเหมือนกันหลังได้แชมป์ยุโรป ด้วยความไม่เข้าใจกับทางสโมสรที่ไม่ยอมยื่นสัญญาใหม่ให้ และประกาศที่จะย้ายทีมไปเชลซี แบบช็อกแฟนๆ แต่หลังจากนั้นแค่ไม่ถึง 24 ชั่วโมง เจอร์ราร์ด ก็ทำเอาแฟนๆช็อกอีกครั้งแต่เป็นการช็อกด้วยความยินดีเมื่อเขาเปลี่ยนใจขอต่อสัญญากับทีมออกไปอีก 4 ปีโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ และยืนยันว่ารักลิเวอร์พูลทีมเดียว

เจอร์ราร์ด ยังคงเป็นหนึ่งในนักเตะสำคัญที่สุดของลิเวอร์พูล ใน 2 ฤดูกาลหลัง และสร้างตำนานเฉพาะตัวอีกครั้งในการทำประตูมหัศจรรย์ช่วยตีเสมอเวสต์แฮม ในเกมนัดชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ ในวินาทีสุดท้ายของเกมทั้งที่เป็นตะคริวก่อนหน้านั้น ก่อนที่จะได้แชมป์จากการดวลจุดโทษอีกครั้ง

อย่างไรก็ดี สำหรับเส้นทางทีมชาติดูเหมือนสตีเว่น คนนี้จะยังไม่สามารถระเบิดผลงานมหัศจรรย์ได้เหมือนในลิเวอร์พูล เนื่องจากยังไม่มีโค้ชคนใดที่ใช้งานได้อย่างเหมาะสม ทำให้ต้องผิดหวังในยูโร 2004 และฟุตบอลโลก 2006 นอกจากนี้ยังเคยพลาดรายการสำคัญอย่างฟุตบอลโลก 2002 เพราะเกิดบาดเจ็บรุนแรงก่อน

แต่แฟนบอลชาวอังกฤษ ทุกคนก็รอคอยที่จะได้เห็นยอดนักเตะอย่างเจอร์ราร์ด ระเบิดเพลงแข้งระดับสุดยอดพา "สิงโตคำราม" คว้าแชมป์รายการระดับชาติมาให้ได้เสีย เหมือนที่เขาได้พิสูจน์ถึงพรสวรรค์ที่ยากหยั่งถึงมาแล้วในสีเสื้อลิเวอร์พูล

โพสต์ความคิดเห็น

ไอคอนสื่ออารมณ์:
ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น ขอพูดสักสองสามคำ...